Mom and me

แม่ของลูกที่เรียนดนตรี ควรเป็นอย่างไร?

สองวันก่อน ได้รับเกียรติจากโรงเรียนดนตรียามาฮ่าแห่งหนึ่ง ให้ไปร่วมเสวนาและพูดคุยกับผู้ปกครอง

มีคำถามหนึ่งที่คุณครูประจำคลาสส่งมาให้ล่วงหน้า แล้วทำให้รู้สึกว่าน่าสนใจมาก ๆ

“เราควรมีส่วนร่วม หรือสร้างบรรยากาศที่บ้านอย่างไร ให้ลูก ๆ สนุกกับการเรียนรู้ และซึมซับทักษะเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่?”

มานั่งคิด เอาจริง ๆ เราเองก็ยังไม่เคยเป็นแม่คนด้วยซ้ำ
พ่อแม่ของตัวเองก็เล่นดนตรีไม่เป็น แล้วเราจะเอาเรื่องอะไรไปเล่าให้ผู้ปกครองฟังดีนะ?
ก็เลยลองถาม AI ว่า มีไอเดียอะไรบ้าง แล้ว ChatGPT ตอบกลับมาประโยคนึงว่า

“เด็กๆ ไม่ได้ต้องการคุณครูที่บ้าน แต่ต้องการพ่อแม่ที่เข้าใจและพร้อมสนับสนุน”

เออว่ะ… จริงด้วย!

พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องรับบทคุณครูที่บ้านเลยค่ะ

ปล่อยให้ครูทำหน้าที่ของครู ส่วนพ่อแม่ทำหน้าที่เป็น partner ของลูก และเป็นคนที่ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมให้การฝึกซ้อมมีความสำคัญในชีวิตประจำวันก็เพียงพอมากๆ แล้ว

ครูเองก็เคยเป็นเด็กที่ไม่ชอบซ้อมที่บ้าน เพราะไม่ชอบให้พ่อแม่คอยจับผิดเวลาซ้อม
ถึงพ่อแม่จะเล่นดนตรีไม่เป็น แต่พอฟังลูกเรียนและซ้อมมาตั้งแต่เด็ก ๆ ก็พอฟังออกเหมือนกันว่า “เอ๊ะ... เสียงมันแปลก ๆ นะ” 555

สิ่งที่พ่อแม่ทำได้จึงไม่จำเป็นต้องเป็นการนั่งเฝ้าตลอดเวลา คอยจับเวลาว่าซ้อมนานกี่นาทีแล้ว หรือคอยบอกว่าเล่นผิดตรงไหน
แต่เป็นการแสดงให้ลูกเห็นว่า สิ่งที่เขากำลังทำมีความสำคัญกับครอบครัว

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเปียโนอยู่ในห้องนั่งเล่น เวลาลูกซ้อมก็อาจปิดโทรทัศน์ เพื่อให้เขามีสมาธิ
ถ้าถึงเวลาอาหารแล้ว แต่ลูกยังซ้อมไม่เสร็จ ก็อาจรอลูกซ้อมก่อน แล้วค่อยกินข้าวพร้อมกัน

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ยิ่งใหญ่เลยค่ะ แต่เป็นการแสดงออกว่า

“เวลาที่ลูกฝึกซ้อม เป็นเวลาที่สำคัญ และทุกคนในบ้านพร้อมสนับสนุน”

แน่นอนว่าต้องทำให้พอดี ไม่ตึงจนเกินไป และไม่หย่อนจนเกินไป รวมถึงให้ความสำคัญกับการมาเรียนอย่างสม่ำเสมอด้วย

บางครั้งเราอาจเปลี่ยนคำถามเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ใช้คุยกับลูกได้

แทนที่จะถามว่า

“วันนี้ซ้อมกี่รอบ?”
“ซ้อมกี่นาทีแล้ว?”

ลองถามว่า

“เพลงไหนที่หนูชอบที่สุด?”
“แล้วเพลงไหนไม่ชอบ เพราะอะไร?”
“ตรงไหนยากที่สุด?”
“ตรงไหนที่หนูเล่นแล้วรู้สึกว่าเพราะที่สุด?”
“เล่นให้แม่ฟังหน่อยได้ไหม?”
หรือแม้แต่ “แม่ชอบเพลงนี้จัง หนูเล่นจังหวะสนุกดี ขอฟังอีกทีได้ไหม?”

บทสนทนาเหล่านี้ทำให้พ่อแม่เข้าไปอยู่ในโลกของดนตรีของลูก โดยไม่จำเป็นต้องรู้โน้ตแม้แต่ตัวเดียว

และที่สำคัญคือ คอยรับฟังปัญหาของลูก

จากประสบการณ์ที่ทำงานกับเด็กเล็ก มีเด็กหลายคนที่ไม่กล้าบอกครูเองว่าเขาติดอะไร เล่นตรงไหนไม่ได้ หรือไม่เข้าใจอะไร จนทำให้ไม่รู้ว่าจะซ้อมอย่างไรต่อ
พ่อแม่จึงสามารถเป็นผู้ช่วยสื่อสารระหว่างลูกกับครูได้ แค่นี้ก็ช่วยให้ครูเข้าใจลูกมากขึ้นและปรับวิธีการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้วค่ะ

ถ้าลูกเป็นสายแข่งขัน...

สำหรับเด็กที่เรียนดนตรีและเข้าสู่การแข่งขัน บทบาทของพ่อแม่ยิ่งสำคัญขึ้นไปอีก
เพราะสิ่งหนึ่งที่เด็กต้องการมากที่สุดอาจไม่ใช่คนที่คอยบอกว่า

“ต้องชนะ”

แต่คือการรู้ว่า

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แม่ยังอยู่ที่นี่”

พ่อแม่ควรเป็น พื้นที่ปลอดภัย ให้ลูกได้รู้ว่าเรายอมรับความผิดพลาดและความล้มเหลวของเขาได้ และพร้อมจะเป็นทีมเดียวกันในการพัฒนาตัวเองต่อไป

แม้กระทั่งการแสดงความยินดีกับคนที่ชนะ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะเด็กจะได้เรียนรู้ว่า ความสำเร็จของคนอื่นไม่ได้ทำให้คุณค่าของตัวเองลดลง และการแพ้ไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนที่ไม่เก่ง

อีกเรื่องที่อยากฝากไว้เสมอคือ

การแข่งขันดนตรีไม่เหมือนการแข่งขันกีฬา

ดนตรีเป็นศิลปะ ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว และไม่สามารถวัดได้ด้วยตัวเลขทั้งหมด

ดังนั้น เป้าหมายสำคัญของการแข่งขันจึงไม่ควรมีเพียง “ชนะ” แต่คือการได้เห็นว่า

วันนี้เราเก่งกว่าเมื่อวานหรือยัง?

ชื่นชมกับความพยายาม ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์

การเป็นพื้นที่ปลอดภัยไม่ได้หมายความว่าเราต้องสปอยล์ลูก หรือพูดว่า

“ลูกแม่เก่งที่สุดในโลก!”

แม้ว่าบางทีแม่จะคิดอย่างนั้นจริงๆ ก็ตาม 555

พ่อแม่สามารถชื่นชมลูกได้ แต่สิ่งที่อยากให้คุณค่าเป็นพิเศษคือ ความพยายาม

ถ้าลูกตั้งใจซ้อมมากและทำได้ดี ก็ควรชื่นชมความพยายามนั้น

ในทางกลับกัน หากลูกไม่ได้ตั้งใจซ้อมมากพอ และผลออกมาไม่ดีเท่าที่ควร ก็สามารถตำหนิ ตักเตือน และชวนลูกมองย้อนกลับไปว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อใช้เป็นบทเรียนในการเตรียมตัวครั้งต่อไปได้ค่ะ

สามารถเปลี่ยนความผิดหวัง เป็นการเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น และเติบโตขึ้นไปด้วยกัน

นอกเหนือจากนั้น การสนับสนุนลูกไม่ได้มีแค่เรื่องการซ้อมค่ะ

การพาไปดูคอนเสิร์ต การเปิดเพลงฟังในรถ การฟังเพลงด้วยกัน หรือแม้แต่การพูดคุยว่าเราชอบหรือไม่ชอบเพลงไหน ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสภาพแวดล้อมทางดนตรีให้กับเด็กได้ทั้งนั้น

ป.ล. พูดถึงเรื่องนี้แล้วทำให้นึกถึงตัวเองตอนเด็ก ๆ
พ่อกับแม่เปิดแต่เพลงที่เราเรียน หรือเพลงที่ต้องใช้แข่งขัน วนอยู่ในรถตลอด เพิ่งจะมารู้จักเพลงไทยสากลตามวิทยุจริง ๆ ก็ตอนเข้ามหาวิทยาลัย

และเพิ่งมารู้ทีหลังอีกว่า...จริง ๆ แล้วพ่อกับแม่ก็ไม่ได้ชอบฟังเพลงพวกนั้นหรอก แต่เขาตั้งใจเปิดให้ฟังเยอะๆ เพราะอยากให้ลูกเล่นเพลงเพราะๆ ได้เหมือนในซีดี

วันนี้พอมองย้อนกลับไป ก็รู้สึกว่านี่แหละค่ะ คือการสนับสนุนในแบบของพ่อแม่

อาจไม่ได้เล่นดนตรีเป็น
อ่านโน้ตไม่ออก
ไม่ได้สอนเราเรื่องดนตรี

แต่เขาสร้างโลกที่ทำให้ดนตรีกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของเราและครอบครัว

ดังนั้นเมื่อถามว่า “เราควรจะเป็นแม่แบบไหน เพื่อส่งเสริมให้ลูกมีทักษะดนตรีที่ดี”

ครูเชื่อเสมอว่า ไม่มีใครรู้จักลูก และปรารถนาดีต่อลูกมากไปกว่าพ่อแม่เอง

คุณแม่ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องดนตรีทุกอย่าง
ไม่จำเป็นต้องอ่านโน้ตเป็น
ไม่จำเป็นต้องเล่นเปียโนได้
และไม่จำเป็นต้องกลายเป็นครูอีกคนของลูก

เพียงแค่เชื่อมั่นในตัวเอง รับฟังลูก สนับสนุนเขาในวันที่ทำได้ดี และอยู่ข้าง ๆ ในวันที่ผิดหวัง
แล้วค่อย ๆ เรียนรู้โลกของดนตรีไปพร้อมกับลูกอย่างมีความสุข
เพราะการพาลูกมาเรียนดนตรี และวันหนึ่งได้เห็นเด็กคนหนึ่งเล่นเป็นเพลง ทั้งที่ตัวเราเองเล่นไม่เป็นและไม่รู้โน้ตสักตัว...คุณแม่ทำได้ดีมากๆ แล้วค่ะ

สุขสันต์วันแม่ และร่วมเป็นกำลังใจให้คุณแม่ทุกคนบนเส้นทางการเรียนดนตรีต่อไปค่ะ :)

Next
Next

Music and Alzheimer's Disease